คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีที่มาอย่างไร

เดิมเมื่อครั้งใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรื่อน พศ. 2535 ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลการพิทักษ์ระบบคุณธรรมคือ ก.พ. แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถกระทำได้เต็มที่ เพราะ ก.พ. ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงด้วยตนเอง ยังต้องอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นอำนาจบริหารฝ่ายการเมือง) ในการกำหนดนโยบายและสั่งการ จนกระทั่งมีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระบบข้าราชการพลเรือน ฉบับใหม จึงได้กำหนดมาตรการพิทักษ์ระบบคุณธรรมให้ชัดเจนขึ้น โดยมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม" หรือเรียกโดยย่อว่า "ก.พ.ค." ซึ่งประกอบด้วย กรรมการ 7 คน ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากคณะกรรมคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. อันประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน และกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยกรรมการ ก.พ. เป็นกรรมการ และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ

 

ในส่วนของบทบาท ภารกิจของ ก.พ.ค.นั้น เป็นองค์กรซึ่งมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะต่อ ก.พ. หรือองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่น ดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม พิจารณาวินิจฉัย เรื่องอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมให้แก่ข้าราชการพลเรือน ออกกฎ ก.พ.ค. ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.พ.ค. กำหนด เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือเป็นกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ (มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

 

ก.พ.ค. และสำนักงาน ก.พ. มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว รวม 2 คณะ คือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) โดยทำหน้าที่ต่างกัน กล่าวคือ ก.พ. จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของรัฐบาล ส่วน ก.พ.ค. จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการพลเรือน โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการของ ก.พ. และเป็นเลขานุการ ก.พ.ค. ดังนั้น เลขาธิการ ก.พ. จึงเป็นผู้ปฏิบัติงานเชื่อมโยงระหว่างการทำงานของคณะกรรมการทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงในกระบวนการทางกฎหมายในบางเรื่องอีกด้วย เช่น

1) ก.พ.ค. เสนอแนะต่อ ก.พ. เพื่อให้ ก.พ. ดำเนินการจัดให้มี หรือปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (มาตรา 31(1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

2) ก.พ.ค. จะมีคำวินิจฉัยเพิ่มโทษผู้อุทธรณ์ไม่ได้ เว้นแต่กรณีที่ได้รับแจ้งจาก ก.พ. ว่าสมควรเพิ่มโทษ (มาตรา 20 แห่งพระราชบัญบัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

3) จัดให้สำนักพิทักษ์ระบบคุณธรรม สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยธุการของ ก.พ.ค.รวมทั้งแต่งตั้งนิติกรผู้รับผิดชอบสำนวน และนิติกรผู้แถลง

ข้าราชการคือข้าของแผ่นดิน เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวข้าราชการ คือเสาหลักเสาหนึ่ง ของระบบบริหารราชการแผ่นดิน หากข้าราชการ ทำงานดี ประพฤติดี ก็เท่ากับเป็นการสนองคุณของแผ่นดิน

หากข้าราชการทุกระดับ โดยเฉพาะผู้บริหารได้เข้าใจความเสี่ยงและมีภูมิคุ้มกันที่ดีโดยยึดแนวทาง ตามพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาคุณ จะช่วยให้ท่านประสบความสุขความสำเร็จและความก้าวหน้าในการทำงาน

จึงขอนำมาเสนอเป็นข้อสังเกตเพื่อเป็นกำลังใจให้คนทำดี ได้โปรดทำดีต่อไป และเป็นข้อเตือนใจเพื่อป้องกันการกระทำผิดพลาดไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามหำหรับผู้พลั้งเผลอ

ระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

เมื่อกล่าวถึงคุณธรรม ต้องเข้าใจความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคำว่าคุณธรรมในความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะคำว่าคุณธรรมในความหมายภาษาไทยตรงกับความหมายของคำสองคำในภาษาอังกฤษ คือ คุณธรรม (Virtue) ที่หมายถึงความดีงาม และคุณธรรม (Merit) ที่หมายถึงความเหมาะสมในการส่งเสริมคนดีมีคุณสมบัติที่ดี เป็นต้น